I-Blog, Lifestyle My Story
วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 24th, 2009 | Author: admin


ก่อนเข้ารับอิสลาม

             ความจริงบันทึกนี้เป็นบันทึกส่วนตัวที่เขียนไว้อ่านเอง แต่ฉันเห็นว่าถ้าเก็บไว้อ่านคนเดียวมันก็ได้ประโยชน์เพียงคนเดียว ต้องรอจนจากโลกนี้ไปแล้ว และให้ชนรุ่นหลังมาค้นเจอ มันถึงจะกลายเป็นบันทึกที่มีค่าขึ้นมา แต่ก็ไม่แน่ ถ้าคนรุ่นหลังอ่านไม่ออก แปลความไม่ได้ มันก็คงสูญเปล่า และที่สำคัญบันทึกนี้ก็ไม่ได้เขียนไว้บนศิลาจารึกที่จะอยู่คงทนถาวรเป็นร้อยปี พันปี มันก็แค่กระดาษที่ทำจากเยื่อไม้มันก็จะผุเปื่อยสลายไปตามกาลเวลา ฉันไม่ได้คิดว่าบันทึกของฉันจะสำคัญระดับนั้น จึงอยากจะเขียนออกมาเผยแพร่ เพื่อให้คนอื่นได้อ่านบ้าง จะอ่านเพื่อรับรู้เรื่องราวของคนคนหนึ่ง หรืออ่านเพื่อคัดกรองเอาความรู้ หรือจะอ่านเพื่อความบันเทิง ก็สุดแท้แต่จะหยิบเอา

            ขึ้นหัวเรื่องเอาไว้จะเขียนถึงเรื่องราวชีวิตก่อนเข้ารับอิสลาม ซึ่งก็ต้องย้อนรอยไปถึงวัยเด็ก ฉันถูกกำหนดให้ถือกำเนิดในครอบครัวพุทธศาสนิกชนที่ค่อนข้างลำบากคุณพ่อมีอาชีพเป็นครูโรงเรียนราษฎร์ มีภาระต้องเลี้ยงดูลูกชาย-หญิง 6 คน คุณแม่ต้องช่วยทำมาค้าขายเพื่อจุนเจือครอบครัว  ครั้งหนึ่งฉันจำได้ว่าครอบครัวประสบความลำบากมาก คุณแม่ไม่มีเงินที่จะซื้อข้าวสารมาเลี้ยงลูกเลย ทั้งบ้านมีเงินอยู่เพียง 2 บาท (ยุคโน้นค่าเงินบาทยังสูงมาก) คุณพ่อเงินเดือนยังไม่ออก ลูกๆ กำลังหิวมื้อเย็นยังไม่มีอะไรเตรียมไว้ให้เลย ช่วงนั้นฉันอายุประมาณ 4- 5 ขวบเรียกว่าพอเริ่มจำความได้ คุณแม่บอกให้ช่วยดูน้อง แล้วคุณแม่ก็ไปตลาดใกล้ๆบ้านสักครู่ใหญ่ๆ ท่านก็กลับมาพร้อมกับแป้งและน้ำตาลทราย เมื่อมาถึงท่านก็เข้าครัวจัดการผสมแป้งและน้ำตาลเข้าด้วยกันพักไว้ในหม้อใบหนึ่ง แล้วท่านก็ก่อไฟในเตายกออกมาตั้งที่ชานหน้าบ้านซึ่งอยู่ติดริมถนน คนผ่านไปมาตลอดวัน ที่เห็นในตอนนั้นยังไม่รู้ว่าคุณแม่ทำอะไร เพราะเรายังเล็กเกินจะช่วยได้ เห็นแม่ตักแป้งละเลงลงบนแผ่นเหล็กที่มีอยู่สองข้างมีด้ามยาวๆ ละเลงเสร็จก็ประกบแผ่นเหล็กเข้าหากัน ย่างบนเตาไฟที่มีถ่านแดงและร้อน พลิกไปพลิกมาสักครู่ ก็เปิดแผ่นเหล็กออก แล้วใช้ไม้ไผ่บางๆ ตักแผ่นแป้งออกมาวางไว้ในถาด ใช้ไม้กลมๆวางบนแป้งแล้วม้วนแป้งระหว่างที่ยังร้อนอยู่ พักไว้ แล้วละเลงแป้งลงบนแผ่นเหล็กอีกย่างแล้วเอามาม้วนอย่างนี้แผ่นแล้วแผ่นเล่า ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าคุณแม่ทำอะไร? จึงถามท่านว่า แม่ทำอะไร แม่บอกว่า ทำขนมทองม้วนไว้ขายจะได้เอาตังค์ไปซื้อข้าวให้ลูกกินไง  เย็นนั้นพวกเราลูกๆ ได้กินข้าวต้มกุ้งที่แสนอร่อยจากความคิดที่ชาญฉลาดของคุณแม่ ที่ทำเงินน้อยให้เพิ่มมูลค่าขึ้นมา จนลูกๆ ได้รับอาหารอย่างเต็มอิ่ม

          (แท้จริงพระองค์ทรงจัดเตรียมริสกีไว้อย่างเพียงพอแล้ว หากแม้เรารู้จักใช้มัน)

                                                                                     บังมะ

Share and Enjoy:
  • Facebook
  • Twitter
  • MySpace
  • Add to favorites
  • RSS
  • Google Bookmarks